เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองกับงบ 3 หมื่น 6 เมืองใน 8 วัน

Last updated: 2020-06-14  |  2941 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองกับงบ 3 หมื่น 6 เมืองใน 8 วัน

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองกับงบ 3 หมื่น 6 เมืองใน 8 วัน

        สมัยนี้ใคร ๆ ก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองค่ะ ไม่ต้องง้อทัวร์ แถมมีอิสระตั้งเยอะ บางคนคิดว่าการเที่ยวต่างประเทศทั้งทีต้องใช้เงินจำนวนมาก อาจเป็นเงินถึงหลักแสน จนทำให้เรากว่าจะไปเที่ยวทั้งทีก็ต้องเก็บเงินยาวเลยทีเดียว แต่หมดห่วงค่ะ วันนี้ฟูจะมาแชร์การเที่ยวญี่ปุ่นที่ให้งบไม่บานปลายด้วยเงิน 3 หมื่น แถมเที่ยวได้เยอะมีอิสระด้วย และง่ายกว่าที่คิด พร้อมกันแล้วใช่ไหมคะ ก็มาชมเลยค่ะ

          ฟูได้จองตั๋วเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย สายการบินนี้มีโปรโมชั่นออกมาบ่อย ๆ ค่ะ เราต้องคอยติดตามเช็คโปรโมชั่นเลยนะคะ ซึ่งฟูก็ได้ตั๋วเครื่องบินมาแล้วมาลงที่สนามบินนานาชาติคันไซ (โอซาก้า) ในราคาประมาณ 6,500 บาทเท่านั้นค่ะ และหากไปเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที สิ่งสำคัญคือ ตั๋วรถไฟสำหรับเดินทางภายในญี่ปุ่นใช่ไหมคะ สำหรับแผนการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นของฟูแล้ว เพียงใช้แค่บัตร JR kansai wild pass 5 วัน ราคา 9,200 เยน หรือ 2,654 บาท และบัตร Osaka Amazing Pass 1 วัน ราคา 2,500 เยน หรือ 721 บาทเท่านั้นค่ะ

          เที่ยวบินที่ฟูจองนั้นจะลงจอดที่ สนามบินนานาชาติคันไซ (โอซาก้า) เวลาประมาณ 8.30 น. ซึ่งเราเดินขึ้นมาชั้น 2 นะคะตามป้ายเลย

    ตอนนี้ฟูก็เริ่มใช้บัตร JR kansai wild pass กันเลย หากใครซื้อบัตรมาจากไทย ก็ต้องไปเปลี่ยนเป็นตั๋วอีกทีที่ JR Ticket Office ซึ่งชั้น 2 อยู่ภายนอกอาคาร ทางเดินไปนั่งรถไฟสายต่าง ๆ ค่ะ



          เมื่อฟูเปลี่ยนตั๋วรถไฟแล้ว นั่งรถไฟสาย JR HARUKA เพื่อมาลงสถานี Shin-Osaka ใช้เวลา 50 นาทีเพียง 3 สถานีเท่านั้น พอดีฟูได้จองโรงแรมแถวสถานี TEMMA ฟูจะแวะเอาของโรงแรมก่อนนะคะ โรงแรมที่ฟูพักนั้นดีมากค่ะ กว้างมาก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันชื่อว่า Villa Penthouse Tenma ราคารวม 7 คืน 11,014 บาท หรือตกคนละ 5,507 บาทค่ะ สาเหตุที่ฟูไม่ฝากกระเป๋าเดินทางเพราะว่าช่วงนั้น Locker ทุกสถานีเต็มหมดค่ะ ไม่ว่าจะสถานที่ชินโอซาก้า หรือโอซาก้า ตรงนั้นก็ตาม อีกทั้งที่โรงแรมเป็น Self check in จึงสามารถเช็คอินได้เลย



        

 ขอบคุณรูปภาพจากโรงแรม Villa Penthouse Tenma

    เก็บของเสร็จแล้วก็เดินทางมาเริ่มต้นที่สถานีโอซาก้า (OSAKA Station) กันดีกว่าด้วยบัตร JR kansai wild pass ฟูวางแผนการเดินทางที่จะไปเที่ยวภูเขาร็อคโกะ จึงหาซื้อตั๋วราคาถูกที่ Hankyu Tourist information บริเวณใกล้สถานี OSAKA ค่ะ ราคาเพียง 1200 เยน หากใครไม่สะดวกสามารถไปซื้อที่สถานีทางขึ้นเคเบิ้ลคาร์ที่จะไปภูเขาร็อคโกะ ได้เช่นกันแต่โดยรวมแล้วราคาจะแพงกว่านะคะ เมื่อได้ตั๋วเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางด้วย JR Tokaido-Sanyo Line จากสถานี Osaka Staion มาลงสถานี  Rokkomichi Station แล้วเดินออกมาภายนอกสถานีจะเห็นรถบัสหมายเลข 16 ค่ะ เพื่อไปยังสถานี Rokko Cable Shita Station ซึ่งเป็นสถานีสำหรับขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไปยังภูเขาร็อคโกะ



          บนภูเขาร็อคโกะ มีอะไรบ้าง : มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะเลยค่ะ ซึ่งสามารถใช้เวลามาเที่ยวได้ทั้งวัน แต่ถ้ามีเวลาเพียงครึ่งวันก็ทำได้เช่นกัน ได้แก่ ก็ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Rokko International Musical Box Museum)  เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงกล่องดนตรีขนาดใหญ่ที่เก่าแก่และหายากมากตั้งแต่อเมริกาและยุโรป Rokko Garden Terrace  จุดชมวิวที่สามารถชมวิวได้แบบ 360 องศาเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกดินจะมีความสวยงามเป็นพิเศษ เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างช่วงกลางวันและช่วงกลางคืน ถัดไปเป็น Rokko Shidare Observation Platfrom เป็นโครงสร้างเหล็กรูปหกเหลี่ยมซ้อนกันมีความเก่ไก๋เหมาะกับคนชอบเซลฟี่ทั้งหลาย หากใครยังไม่จุใจสามารถดูรีวิวเที่ยวภูเขาร็อคโกะได้ที่นี่ค่ะ



          เมื่อเราเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศที่เย็นสบาย และวิวแสนงดงาม ถึงคราวที่ฟูต้องเดินทางต่อค่ะ ฟูจะไปนั่งชมวิวคล้อยเสียเพลงกับบรรยากาศชิว ๆ ที่ โกเบ ฮาร์เบอร์แลนด์ (Kobe Harborland) ด้วยการเดินทางด้วยรถไฟไปยังสถานี Kobe Station  บริเวณนี้สามารถมองวิวเมืองโกเบได้เลย และมีชิงช้าสวรรค์อยู่ใกล้ ๆ แต่ชิงช้าสวรรค์นั้นไม่ได้ใหญ่โตมากมายเท่าที่โอซาก้านะคะ จุดชมวิวที่โกเบ ฮาร์เบอร์แลนด์ (Kobe Harborland) นั้นจะสามารถเห็น โกเบ พอร์ต ทาวเวอร์ (Kobe Port Tower)  ได้เลยค่ะ มองวิวไป กินอาหารไป มีความสุขดีนะคะ เพราะบริเวณนี้จะมีร้านค้าร้านอาหาร และอาหารแปลก ๆ เยอะมากค่ะ สามารถดูคลิปวีดีโอเที่ยวโกเบเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ



วันที่สอง

        วันนี้ฟูไปไม่ไกลจากโอซาก้าค่ะ เราจะเดินทางไปเที่ยวเกียวโต (Kyoto) กัน ด้วยการใช้บัตร JR kansai wild pass เช่นเคย ฟูนั่งรถไฟ Thunderbird ไปยังสถานี Kyoto station ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งจะผ่านแค่ 2 สถานีก็ถึงเกียวโต (Kyoto) กันแล้ว



          แหม ๆ สถานีนี้ใหญ่โตมากนะคะ มีคนพลุ่นพล่านเดินกันไปมากเยอะมาก ฟูเดินออกจากสถานี Kyoto station เพื่อจะไปซื้อตั๋วเหมารายวันที่ใช้เดินทางภายในเกียวโต ราคา 600 เยนค่ะ ถามว่าทำไมฟูต้องซื้อคะ เพราะตั๋ว JR kansai wild pass ไม่ได้ครอบคลุมการนั่งรถบัสในเกียวโต แต่หากเดินทางด้วยรถไฟสาย JR ก็ยังครอบคลุมอยู่ค่ะ อีกอย่างหากเรามั่นใจว่าเราจะต้องขึ้นรถบัสมากกว่า 3 ครั้งก็ถือว่าคุ้มสำหรับการซื้อตั๋วเหมาค่ะ เพราะเนื่องจากว่าขึ้นรถบัสในแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายประมาร 240 เยน ซึ่งไปซื้อตั๋วเหมาได้ที่ Tourist Information หลังจากนั่งจึงนั่งรถไฟมาลงสถานี Saga-Arashiyama เพื่อที่จะเดินทางไปเที่ยวป่าไผ่ญี่ปุ่น ที่ Arashiyama Bomboo Forest ที่เป็นจุดยอดนิยมของเหลานักท่องเที่ยวทั้งหลาย เดินต่อไปเรื่อย ๆ ก็ไปเข้าข้างหลัง วัดเท็นริวจิ (Tenryu-Ji Temple) เป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่และสำคัญของนิกายเซน และได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีค.ศ. 1994  หลังจากเดินออกจากวัดเพียง 600 เมตร ฟูก็ขอแวะกินอาหารแถว สะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge) นะคะจุดนี้หากมาในช่วงใบไม้เปลี่ยนนับว่าสวยงามและโรแมนติกมากค่ะ ก่อนที่จะนั่งรถบัสไปยังที่ วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) ซึ่งเป็นวัดสีทองที่คนไทยนิยมเดินทางมาเช่นกัน และยังเป็นวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ ใกล้เย็นแล้วฟูจะของจบทริปวันนี้ที่ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Taisha)  โดยฟูนั่งรถบัสมาลงสถานีเกียวโต แล้วนั่งรถไฟต่อไปลงสถานี Inari Station หากต้องการดูรีวิวเกียวโตฉบับเต็มคลิกได้ที่นี่ค่ะ หรือเป็นคลิปวีดีโอได้ที่นี่



วันที่สาม

          ฟูเดินทางไปเที่ยวเกียวโตเช่นเดิม แต่ฟูไม่ได้ใช้บัตรเหมาเกียวโตแล้ว ใช้แค่บัตร JR kansai wild pass เท่านั้น วันนี้ฟูขอเที่ยวชิว ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องแผนเดินทางอะไรมาก จึงเลือกไปนั่งรถไฟสายโรแมนติก Sagano ซึ่งลงสถานี Saga-Arashiyama แล้วเดินไปยังสถานที่อยู่ติดกัน ดูซิว่าจะสวยงามเท่าที่ Bernina Express ที่สวิสที่ฟูเคยนั่งหรือเปล่า (รีวิว นั่งรถไฟชมวิวสายโรงแมนติก Bernina Express คลิ๊กที่นี่) ทางรถไฟสายโรแมนติกจะวิ่งผ่านเส้นทางตามแม่น้ำ Hozugawa จากสถานี Saga Torokko ไปยังสถานี Kameoka Torokko โดยมีระยะเวลารวมกว่า 7 กิโลเมตรนี้ ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1991 โดยออกแบบให้เป็นรถไฟสไตล์คลาสสิก แต่ส่วนตัวคนอื่นอาจรู้สึกว้าวกัน แต่ฟูไม่ค่อยว้าวเท่าไหร่ค่ะ อาจจะเพราะเคยนั่งที่Bernina Express สวิสมาแล้วซึ่งสวยกว่าเยอะเลย ระยะทางที่นี่ก็สั้นกว่าเยอะเพียง 25 นาทีเท่านั้น หลังจากนั้นฟูอยากย้อนอดีตเป็นสาวญี่ปุ่น จึงไปแต่งตัวด้วยชุดกิโมโนเดินเที่ยวเกียวโตกัน



วันที่ 4

        เที่ยวเกียวโตจนจุใจแล้ว วันนี้ฟูมาเที่ยวนาระกันบ้างดีกว่า จริง ๆ เมืองนาระเป็นเมืองที่เล็กมาก ๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวน้อย จริงสามารถเที่ยวเพียงครึ่งวันได้ แต่หากไม่อยากเร่งรีบก็เดินชิว ๆ ทั้งวันยังได้ค่ะ ช่วงตอนเย็น ๆ ก็ค่อยเดินทางกลับโอซาก้า แวะช้อปปิ้งช่วงเย็น ๆ แถวชินไซบาชิ (Shinsaibashi) ก็ยังได้ค่ะ มาดูการเดินทางดีกว่า ฟูยังใช้บัตร JR kansai wild pass เพื่อนั่งไปลงสถานีนาระ (NASA STATION) การเดินทางภายในเมืองนาระนั้นจะเน้นการเดินเท้ามากกว่า ซึ่งฟูเดินทางไปยัง วัดโคฟุคุจิ (Kofukuji)  วัดแห่งนี้ที่ได้รับการจดทะเบียนด้านวัฒนธรรมที่มีชื่อว่า “อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์นาราโบราณ” ให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกด้วย และมีอายุกว่า 1300 ปี เดินต่อไปผ่าน สวนนารา (Nara park) มีกวางมากมายกว่า 1200 ตัว เพื่อไปยัง วัดโทไดจิ (Todai-ji Temple)  เป็ยวัดพุทธที่มีอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นเดินต่อไปยังที่ ศาลเจ้าคาสุกะ(Kasuga-taisha)  ศาลเจ้าที่โด่งดังมากในเมืองนาระ และจบทริปด้วยการไปนั่งชิวที่ Ukimido สามารถดูรีวิวเที่ยวนาระฉบับเต็มได้ที่นี่ หรือเป็นคลิปวีดีโอได้ที่นี่ค่ะ



วันที่ 5

          วันนี้ฟูขอเดินทางไกลสักหน่อย เพราะเป็นวันสุดท้ายของการใช้บัตร JR kansai wild pass ฟูจึงเดินทางไปยังทตโตริ (Tottori) อาจมาทตโตริแล้วก็ต้องตื่นเช้ากันสักหน่อยนะคะ เพราะรอบที่รถไฟที่ยิงยาวมายัง ทตโตริ (Tottori)  นั้นยังมีรอบชั่วโมงไม่กี่คัน สามารถเช็คตารางรถไฟญี่ปุ่นได้ที่นี่ค่ะ ฟูเดินทางมาเที่ยวทตโตริด้วยการนั่งรถไฟด่วนพิเศษ JR Super Hakuto  ไปยังสถานี Tottori Station ใช้เวลาทั้งหมด 2.30 ชม. ระหว่างทางหากไม่ง่วงนอนหลับสักก่อน ก็แวะชมวิวทิวทัศน์ข้างทางได้ค่ะ ขอบอกว่าสวยมาก ๆ จะสวยขนาดไหนมาชมคลิปวีดีโอเที่ยวทตโตริได้ที่นี่เลยค่ะ เมื่อฟูถึงทตโตริกันแล้วก็มาซื้อบัตรเดินทางภายในทตโตริกันก่อนในราคา 1000 เยน หลังจากนั้นก็นั่งรถบัสเพื่อไปยัง เนินทรายทตโทริ (Tottori Sand Dunes) เป็นเนินทรายมีชื่อเสียงมากสุดในทตโตริและมีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เป็นเนินทรายหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น ใกล้ ๆ กันก็จะสามารถนั่งเคเบิ้ลห้อยขาเพื่อข้ามไปยัง พิพิธภัณฑ์ทราย (Tottori Sand Dune Art Museum) ไปชมความงดงามที่สร้างจากทรายและน้ำเท่านั้น จากนั้นก็นั่งรถบัสไปต่อยังที่ ชายฝั่งอุระโดเมะ(Uradome Coast) และจบทริปด้วยที่ ชายฝั่งชิราวาระ (Shirawara Coast) ค่ะ สามารถดูรีวิวเที่ยวทตโตริฉบับเต็มเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือคลิปวีดีโอได้ที่นี่ค่ะ



วันที่ 6

        วันนี้ฟูเที่ยวแผนไม่เหมือนใคร ไม่ใช้บัตรอะไรเลย แต่ฟูจะเดินทางด้วยการขับรถกันค่ะเพื่อที่จะไปเที่ยววะกะยะม่า (wakayama) วันนี้ฟูตื่นเช้าสักหน่อยประมาณตี 4-5 กันเลย เพื่อไปเอารถเช่าที่เช่าไว้แถวเทนโนจิ แล้วขับไปยังวะกะยะม่า (wakayama) ซึ่งเมืองนี้ไม่ไกลจากโอซาก้าเหมือนกันค่ะ แต่ด้วยการเดินทางที่ไม่ค่อยสะดวกและใช้เวลาการเดินทางเที่ยวภายในเมืองค่อนข้างนานมาก จึงเลือกขับรถดีกว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งฟูได้เที่ยวหลายที่มาก ไม่ว่าจะเป็น โดะโระเคียว (Dorokyo Water Jet)  ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์ Ooyunohara (โอยุโนะฮาระ)   เป็นเสาโทริอิยิ่งใหญ่ด้วยความสูงประมาณ 34 เมตร หนักกว่า 172 ตัน ต่อด้วยน้ำตกนะชิ (Nachi Falls)  มีความสูง 133 เมตรที่ตกมาจากดึกดำบรรพ์และเป็นน้ำตกที่มีความศักดิ์สิทธิ์  จบทริปที่ Shirasaki Ocean Park ซึ่งเป็นเกาะหินปูน เป็นชายฝั่งพิเศษแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยค่ะ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสำหรับเช่ารถรวมทุกอย่างแล้วประมาณ 3 พันค่ะ สามารถดูรีวิวเที่ยววะกะย่ามาเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ หรือคลิปวีดีโอได้ที่นี่



วันที่ 7

        วันนี้ฟูจะใช้บัตรใบสุดท้าย คือบัตร Osaka Amazing Pass ใบเดียวเท่านั้นเที่ยวโอซาก้าให้รอบเลย โดยบัตร Osaka Amazing Pass จะครอบคลุมรถบัส รถไฟ ที่ไม่ใช่สวย JR และค่าเข้าชมบางสถานที่รัฐกำหนด ถือว่าคุ้มค่ามากค่ะ โดยที่แรกที่ฟูจะไปคือ ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) หากมาโอซาก้าแล้วก็คงไม่พลาดจะต้องมาที่นี่กันทุกคน เพราะเหมือนมาไม่ถึงโอซาก้า ต่อด้วยวัดชิเทนโนจิ (shit-tennoji Temple) วัดที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น แล้วเดินไม่ไกลนักก็จะเห็น สวนสัตว์เทนโนจิ (Tennoji Zoo) หอคอยซึเคนคาคุ (Tsutenkaku Tower) และตลาด Shinsekai ก็บริเวณใกล้ ๆ กัน เราจะเที่ยวสถานที่ไหนก่อนก็ได้ค่ะ โดยใช้บัตร Osaka Amazing Pass ผ่านทุกทางเข้าค่ะ หากยังไม่จุใจไปดูวิวสวย ๆ แสนโรแมนติกที่ Tempozan Ferris Wheel ซึ่งเป็นชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ที่สุดในโอซาก้า และเห็นวิวได้แบบ 360 องศาเลยค่ะ จบทริปด้วยเดินชิวและช้อปปิ้งที่ ชินไซบาชิ (Shinsaibashi) และโดทงโบริ (Dotonbori)  สามารถดูรีวิวเที่ยวโอซาก้าฉบับเต็มเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ หรือคลิปวีดีโอที่นี่



วันที่ 8

        วันนี้ฟูไม่ได้ไปเที่ยวไหน ก็แวะซื้อของฝากเล็กน้อย และเดินทางกลับไปยังสนามบินนานาชาติตันไซ ด้วยค่าเดินทางประมาณ 1130 เยนค่ะ

สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริป

1.       ตั๋วเครื่องบินไปกลับโอซาก้า  6,500  บาท

2.       โรงแรม 7 คืน  5507 บาท

3.       บัตรรถไฟฟ้ารวม 3375 บาท

4.       เช่ารถประมาณ 3000 บาท

5.       ค่าตั๋วเหมาเกียวโต+ทตโตริ+ร็อคโกะ 2800 เยนหรือ 807 บาท

6.       ค่าเดินทางกลับสนามบิน 1130 เยน หรือ 326 บาท

รวมประมาณ 19,515  บาท  ยังไม่รวมค่าเข้าชมในเมืองเกียวโต นาระ วะกะยาม่า และค่าอาหาร 8 วัน

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองครั้งแรก เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ใช้เงินเท่าไหร่ รีวิว เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง เที่ยวญี่ปุ่น งบน้อย เที่ยวญี่ปุ่น งบเท่าไหร่ เที่ยวญี่ปุ่น งบ 30000 เที่ยวญี่ปุ่น ด้วยตัวเอง งบ เที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองครั้งแรก เที่ยวญี่ปุ่น กิน เที่ยวญี่ปุ่น คนเดียว เที่ยวญี่ปุ่น เกียวโต เที่ยวญี่ปุ่น ซากุระ เที่ยวญี่ปุ่น กลางคืน เที่ยวญี่ปุ่น กินอาหารทะเล เที่ยวญี่ปุ่น กี่บาท เที่ยวญี่ปุ่น ขับรถ เที่ยวญี่ปุ่น ครั้งแรก เที่ยวญี่ปุ่น คนเดียว ครั้งแรก เที่ยวญี่ปุ่น คันไซ เที่ยวญี่ปุ่น ครั้งแรก ด้วยตัวเอง
Powered by MakeWebEasy.com