สะเดาะเคราห์ ล้างอาถรรพ์ พระปรางค์เอกลักษณ์ของไทย วัดสวยในกรุงเทพ ที่วัดอรุณ

Last updated: 19 ส.ค. 2565  |  87 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สะเดาะเคราห์ ล้างอาถรรพ์ พระปรางค์เอกลักษณ์ของไทย วัดสวยในกรุงเทพ ที่วัดอรุณ

 
สะเดาะเคราห์ ล้างอาถรรพ์ พระปรางค์เอกลักษณ์ของไทย วัดสวยในกรุงเทพ ที่วัดอรุณ

         ถ้าเราได้เคยเห็นพระปรางค์ พระเจดีย์ในแผ่นโปสเตอร์ หรือสัญลักษณ์รูปโลโก้การท่องเที่ยวแล้ว เราเคยแปลกใจไหมคะว่ารูปนั้นมาจากวัดที่ใด และแน่นอนหนึ่งในโลโก้ยอดพระปรางค์นั้น ก็คือ พระปรางค์วัดอรุณ ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวัดสวย และยังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ประจำเมืองไทย เปรียบเหมือนหอไอเฟล ที่ปารีสเลยค่ะ

         วัดอรุณที่เราเรียกชื่อกันสั้น ๆ นั้นชื่อเต็มมาจาก วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในอดีตเดิมเคยชื่อวัดมะกอก ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดแจ้ง จากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีในพ.ศ. 2310 ได้เสด็จมาถึงหน้าวัดในตอนรุ่งแจ้ง จึงพระราชทานชื่อใหม่เป็นวัดแจ้ง ซึ่งในสมัยก่อนนั้นคนมักเรียดติดปากว่า วัดแจ้ง จนคุ้นชิน จนมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอรุณ

         วัดอรุณตั้งอยู่ที่เขตบางกอกใหญ่ ในพิกัดนี้ค่ะ ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ในสมัยก่อนนั้นผู้คนมักเดินทางโดยเรือ จึงเมื่อเดินทางมายังบางกอก ก็ต้องผ่านวัดอรุณเป็นวัดแรกของการเข้าเมือง และเมื่อเดินทางกลับก็มักจะเห็นวัดอรุณเป็นที่สุดท้ายเลยค่ะ ซึ่งวัดอรุณเป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา  ในอดีตพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานที่นี้ บนต้นตะโก เมื่อสมัยกรุงธนบุรี ก่อนที่จะมีการอัญเชิญไปยังวัดพระแก้ว

ซึ่งมาถึงที่นี้แล้ว นอกจากความสวยงามที่ขึ้นชื่อของยอดพระปรางค์ในวัดอรุณ ที่นี้ยังมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก เปรียบเหมือนสวรรค์ และยังช่วยในเรื่องการสะเดาะเคราห์ ล้างอาถรรพ์ หนุนดวง แก้ดวงตก มีชัยชนะเหนือศัตรู คนคิดไม่ดี มุ่งทำร้าย ด้วยนะคะ ซึ่งฟูจะพาไปยังจุดสำคัญต่าง ๆ ตามมาได้เลยค่ะ

เมื่อเราเดินทางเข้ามาวัดอรุณ จุดแรกที่เห็นหลังจากเข้าประตูมา หรือเดินทางจากท่าเรือ คือ ยักษ์วัดแจ้ง


         ยักษ์วัดแจ้ง ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของยักต์ จากตำนานในสมัยก่อนที่เราเคยได้ยินกันว่ายักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์เคยทะเลาะกัน ต่อสู้กัน ซึ่งยักษ์วัดแจ้งอยู่ตรงข้ามกับยักษ์วัดโพธิ์เลยค่ะ มีเพียงแม่น้ำคั่นกลางเท่านั้น การต่อสู้ของยักษ์ทั้งสองวัดนั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน พื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นที่ราบ ราบเตียน จนกลายเป็นท่าเตียนในปัจจุบัน และนี่คือตำนานของยักษ์วัดแจ้ง

         เมื่อเดินเข้าไป ฟูเห็นยักษ์ที่ยืนเด่นสง่า บอกเลยตัวใหญ่มาก และสวยงามมากค่ะ ฟูรู้สึกชอบยักษ์วัดแจ้งมาก

ยักษ์ที่เห็น 2 ตนนั้น ตนหนึ่งมีชื่อว่า ทัศกัณฐ์ เป็นยักษ์ตัวสีเขียว และอีกตน เป็นยักษ์สีขาวชื่อว่า สหัสเดชะ  นับว่าเป็นยักษ์คู่แรกของสยามประเทศ หากใครเข้ามาทำบุณกับวัดอรุณแล้ว ก็สามารถมาไหว้ยักษ์ท่านสองตน ท่านจะร่วมอนุโมทนาบุญให้แก่เรา และก่อนเข้าพรรษา ให้เอาผ้าขาวหรือผ้าไตรจีวรมาให้ท่าน ก่อนไปถวายวัด ท่านจะอวยพรให้หมดทุกข์ หมดโศก เพิ่มบารมี การค้าขายที่ติดขัดจะคล่องตัว

หลังจากนั้นสามารถเดินลอดประตูซุ้มยอดมงกุฎ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3  ระหว่างที่เดินลอดผ่านประตูให้ขอพรได้เรื่องการงาน การเงิน จะประสบแต่ความรุ่งเรือง ร่ำรวย ทำไรก็สำเร็จ ก้าวแล้วอธิษฐานเลยค่ะ


เดินต่อมาจะเห็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย 120 องค์ และพระอุโบสถ

 
ตรงโบสถ์จะมีครุฑเอี้ยววัดอรุณ เป็นต้นฉบับครุฑเอี้ยวที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย


ด้านหน้าของพระอุโบสถสามาถไหว้พระพุทธนฤมิตร หรือพระพุทธนิรมิต เป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ ซึ่งคอยดูแลปกปักษ์รักษาคุ้มครองชาวสยาม


และหากเดินเข้าไปยังพระอุโบสถแล้ว ภายในจะมีพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลกประดิษฐานภายในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่รัชกาล 2 ทรงปั้นดวงหน้า ใต้ฐานพระพุทธจะบรรจุพระอิฐของรัชกาลที่ 2 ด้วยค่ะ


ภาพจิตรกรรมฝาผนังมีความสวยงาม และหนึ่งในภาพจิตรกรรมภายในพระอุโบสถแห่งนี้จะมีภาพจิงโจ้ ยีราฟด้วยที่ถูกวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีสัตว์เหล่านี้ สันนิษฐานว่าน่าจะนำมาพบเห็นเมื่อไปประพาสยังเมืองต่างแดน

พระอุโบสถแห่งนี้ยังมีโถ่น้ำมนต์ร้อยปีหน้าพระประธาน มีความเชื่อว่าไม่เคยแห้งเลยค่ะ


เมื่อเราไหว้บารมีของพระพุทธรูปในพระอุโบสถแล้ว สามารถเดินไปยังพระปรางค์ได้เลย พระปรางค์วัดอรุณนอกจากจะมีความสวยงามที่เลื่องชื่อแล้ว จนไม่ว่าเป็นชาวไทย หรือชาวต่างชาติต่างพากันมาเที่ยวชม พระปรางค์ยังมีบารมีจิตที่สงบ ซึ่งพระปรางค์นั้นเป็นพระราชนิพานขององค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  แต่ทรงสร้างดำริขึ้นสานต่อจากรัชกาล 1-3 แต่รัชกาลที่3 สร้างเสร็จแต่สวรรคตเสียก่อน รัชกาลที่ 4 จึงทรงตั้งชื่อว่าวัดอรุณราชธาราม จนสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปนาเป็นวัดอรุณราชวรารามวรวิหาร


ซึ่งภายในวัดพระปรางค์นั้นยังไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดว่าบรรจุอะไรไว้ บ้างว่ามีจระเข้อาศัยอยู่ บ้างว่าสามารถเดินลอดผ่านได้เวลาน้ำลง ซึ่งยังไม่มีข้อมูลชัดเจน แต่การสร้างพระปรางค์แห่งนี้ เราก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่ายอดพระปรางค์มีความสวยงามมากทีเดียวค่ะ ถือเป็นเป็นพระปรางค์อันดับต้น ๆ ที่สวยงามอันดับต้นๆของเมืองไทยเลย และด้วยความเชื่อที่ว่า เดินขึ้นบันไดพระปรางค์ เปรียบเหมือนดั่งเดินขึ้นไปยังดินแดนสวรรค์

เดินขึ้นไปก่อนขึ้นบันไดบนพระปรางค์นั้น จะเห็นตัวอับเฉา เป็นประติมากรรมที่มากับเรือ ไว้สำหรับถวงเรือเพื่อกันเรือโคลง


บนยอดสุดของพระปรางค์นั้นสามารถเห็นพระอินทร์ทรงช้างสามเศียร เป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง ฟ้า ฝน การปกครอง สูงสุดในบรรดาเทพ ซึ่งไหว้พระปรางค์จะได้ความมั่นคง หากใครมีเคราะห์ มีสิ่งไม่ดีในตัว รวมถึงการปรองร้าย โดนผู้คิดไม่ซื่อขอพรจากพระปรางค์ท่านได้ ขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยักษ์ที่ดูแลพระปรางค์ได้ ที่นี้เป็นที่เดียวที่เห็นพระอินทร์นั่งบนช้างสามเศียรหรือเอราวัณ จึงสามารถขอพรกับพระอินทร์ได้ เปรียบดั่งที่นี้คือประตูของเมืองสวรรค์


ด้านหลังพระปรางค์ติดริมแม่น้ำ จะเห็นโบสถ์น้อย และวิหารน้อยอยู่

 

ซึ่งวิหารน้อย จะมีพระธาตุจุฬามณี หนึ่งในที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ก่อนไปอยู่วัดพระแก้ว พระธาตุจุฬามณีจึงถึงสร้างขึ้นมาตั้งแทนพระแก้วมรกต เพราะศักดิ์ของพระจะเสมอกัน ถ้าตั้งองค์อื่นจะไม่เหมาะสม ถ้าไหว้อย่างนอบน้อม การกราบด้วยจิตใจศรัทธาก็จะได้สิ่งดีดีกลับไป หากขาดสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้นกลับคืน เช่น ขาดบ้านก็จะมีบ้าน
ล้อมรอบด้วยท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ได้แก่  

ท้าวธตรฐ ประทานพรความสุข ประสบความสำเร็จในด้านศิลปะ


ท้าววิรุฬหก บูชาแล้วจะเกิดฤกธิ์เดช อำนาจ บารมี เป็นที่รักแก่มนุษย์และเทพยดาทั้งหลาย

ท้าววิรูปักษ์  เป็นเจ้าแห่งพญานาค ประทานพระด้านทรัพย์สินเงินทอง ร่ำรวยเงินตรา ความมั่นคง


และท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งถือกระบองอยู่ ถือว่าที่นี้เป็นต้นกำเนิดของท้าวเวสสุวรรณก็ว่าได้ค่ะ จะประทานพรความสุขสวัสดิ์โชคดีมีลาภ พ้นเคราะห์ทุกข์

ซึ่งสามารถกราบวนรอบตามเข็มนาฬิกาทิศทั้ง 4 ด้าน โดยเริ่มจากข้างหน้า ก็จะเกิดบารมีทั้ง 4 ทิศ

 

โบสถ์น้อย เมื่อเข้าไปโบสถ์น้อยควรไหว้พระก่อน

หลวงพ่อรุ่งมงคล พระพุทธรูปศิลปะสมัยอยุธยา


หลังจากนั้นก็ไหว้สมเด็จพระเจ้าตากสิน ด้านข้างจะมีศาลสถิตดวงพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าตากสิน


จากนั้นแล้วค่อยลอดพระแท่น ซึ่งสร้างปี 2310 เป็นไม้สักทอง ช่วยหนุนดวง สะเดาะเคราะห์ ล้างอาถรรพ เสริมบารมี ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินเคยบวชที่นี้ ด้วยยืนยันหลักฐานพระแท่นที่นั่ง มีข้อมูลในอดีตว่ากันว่า พระแท่นนี้เป็นพระแท่นที่นั่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นเคยนั่งสมาธิบนพระแท่นนี้เป็นประจำ บารมีของท่านจึงยังแผ่ปกปักษ์ คุ้มครอง และหลงเหลืออยู่ การลดใต้พระแท่นนี้จะเกิดความเป็นสิริมงคล
 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้