7 จุดกราบไหว้ ขอพรที่สำคัญในวัดโพธิ์

Last updated: 2 ส.ค. 2565  |  54 จำนวนผู้เข้าชม  | 

7 จุดกราบไหว้ ขอพรที่สำคัญในวัดโพธิ์

 

 
7 จุดกราบไหว้ ขอพรที่สำคัญในวัดโพธิ์


วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามตามประวัติสร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า "วัดโพธาราม" หรือ "วัดโพธิ์" สันนิษฐานว่าเพราะเป็นที่ประดิษฐานต้นพระศรีมหาโพธิ์ และในสมัยโบราณมีความเชื่อเรื่องการบูชาพระศรีมหาโพธิ์ จนในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการสร้างพระอุโบสถ และบูรณะเพิ่มเติมจึงพระราชทานนามว่า  "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส" แปลว่า "ที่อยู่อันงามของพระพุทธเจ้า" วัดแห่งนี้เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย เพราะในรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นสถานที่เล่าเรียน พระปริยัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์  จนสมัยรัชกาลที่ 3 ได้บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ และได้นำเอาตำราวิชาการด้านต่าง ๆ มาจารึกไว้โดยรอบ 



วัดโพธิ์ยังได้รับให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 จาก UNESCO  จน และในวันที่ 16 มิถุนายน 2554 ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์จำนวน 1,440 ชิ้น เป็นมรดกความทรงจำโลกในทะเบียนนานาชาติ และยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประจำปี 2551 รางวัลดีเด่น ประเภทแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย นอกจากนี้วัดโพธิ์ยังมีพระเจดีย์กว่า 99 องค์ ที่มากที่สุดในประเทศไทย



จุดสำคัญของวัดโพธิ์นะคะ

จุดแรกเลย คือ พระอุโบสถ

เราสามารถเดินผ่านประตูเฮง หรือ ประตูฮก ลก ซิ่ว เป็นศิลปะแบบจีนตั้งอยู่ที่หน้าพระอุโบสถ มีความเชื่อกันว่า เป็นประตูแห่งความมงคล ช่วยล้างอาถรรพ์ สะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง หรือใช้ล้างซวย ดวงตกได้ ผู้มาวัดโพธิ์จึงมักจะมาเดินลอดประตูเฮงแห่งนี้เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล

จากนั้นขึ้นไปยังพระพระอุโบสถ  ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีความกว้าง 62 นิ้ว และความสูง 79 นิ้ว

โดยในสมัยรัชกาลที่ 1 อัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ซึ่งสามารถมากราบไหว้ หรือขอพร นั่งสมาธิด้วยจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ภายในโบสถ์เพื่อให้แก่ความสงบและมีสมาธิ นำไปสู่การเกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ


จุดที่ 2 สายแปลง

เมื่อเดินผ่านจะเห็นสายแปลง ซึ่งเป็นเป็นรูปปั้นสำริดที่มีหน้าตาเหมือนสิงห์ผสมกับมังกร หรือพญานาค ถือเป็นสัตว์มงคลที่ทำหน้าที่ยืนเฝ้าซุ้มประตูกำแพงแก้ว มีความเชื่อกันว่า ถ้าใครอยากโชคดี เสริมสิริมงคลในชีวิต ให้มาสัมผัสกับรูปปั้นสางแปลงตัวนี้



จุดที่ 3 พระวิหารทั้ง 4 ทิศ

               ซึ่งพระวิหารทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ พระวิหารทิศตะวันออก มุขหลัง จะมีพระพุทธโลกนาถประดิษฐานอยู่ภายใน ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้อัญเชิญมาจากวิหารพระโลกนาถ ภายในวัดพระศรีสรรเพชญ ส่วนพระวิหารทิศตะวันออก มุขหน้า จะมีพระพุทธมารวิชัย ประดิษฐานอยู่ภายใน  อัญเชิญมาจากวัดเขาอินทร์ เมืองสวรรคโลก



            พระมหาวิหารทิศตะวันใต้ จะมีพระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่ภายใน เป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย



            พระมหาวิหารทิศตะวันตก จะมีพระพุทธชินศรีประดิษฐานอยู่ภายใน เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองสุโขทัย



            และพระวิหารเหนือ จะมีพระปาลิไลยประดิษฐานอยู่ภายใน เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลย ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นใหม่เมื่อครั้งทรงสถาปนาวัดพระเชตุพนฯ



จุดที่ 4 รูปปั้นฤาษีดัดตน            

           เมื่อเดินเข้าไปในวัดโพธิ ตามมุม ตามจุดต่าง ๆ จะสามารถเห็นรูปปั้นฤาษีในท่าต่าง ๆ ตามแบบฉบับท่านวดแผนไทยโบราณ

ซึ่งรูปปั้นดังกล่าวเป็นต้นแบบของวิชานวดแผนไทยโบราณอันมีชื่อเสียง มีผู้คนมาสักการะบูชาพระครูฤาษี และทำการขอพรในเรื่องของสุขภาพ ให้หายจากอาการปวดเมื่อยต่างๆ


จุดที่ 5 คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล

และกราบไหว้พระมหาเจดีย์ทั้งสี่องค์ ได้แก่ รัชกาลที่ 1, รัชกาลที่ 2  รัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4  ซึ่งอยู่ในบริเวณกำแพงสีขาว ซุ้มประตูทางเข้าเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์แบบจีน มีตุ๊กตาหินจีนประตูละคู่




พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ  เป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๑ ซึ่งตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว ภายในพระเจดีย์บรรจุพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนสูง ๑๖ เมตร ซึ่งนำมาจากระราชวังในกรุงศรีอยุธยา


พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน   สร้างในรัชกาลที่ 3 พระราชอุทิศถวายรัชกาลที่ ๒  ซึ่งตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว

พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร เป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3  ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง


พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย  เป็นพระมหาเจดีย์ที่รัชกาลที่ ๔ สร้างขึ้นตามแบบพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย กรุงศรีอยุธยา  ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินเข้ม

 ซึ่งต่อมาการสร้างเจดีย์ประจำพระองค์ก็ได้ยุติลงภายหลังรัชกาลที่ 4 เราสามารถมาไหว้ขอพรพระบารมีทั้ง 4 พระองค์ ไม่ว่าจะเป็นรัชกาลที่ 1 ขอเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ชัยชนะ

รัชกาลที่ 2 ขอเรื่องการงาน ด้านวงการบันเทิง ด้านดนตรี ศิลปะ วรรณคดี

รัชกาลที่ 3 ขอเรื่องการค้าขาย ความสำเร็จด้านการงาน เพราะท่าโดดเด่นเรื่องการค้าสำเภาเป็นอย่างมาก จนรัชกาลที่ 2 ทรงขนานนามรัชกาลที่ 3 ว่า “เจ้าสัว”

ส่วนรัชกาลที่ 4 ขอด้านสติปัญญา การคิดค้น สิ่งประดิษฐ์ ด้านวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ซึ่งเหมาะกับอาชีพสายงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

รวมถึงพระศรีสรรเพชญ์ ที่มีอายุมากกว่าเป็นร้อย ๆ ปี และเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ขอบารมีขอพรได้เช่นกัน


จุดที่ 6 คือ พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน)

วิหารหลังคาสีน้ำเงินนี้จะเป็นวิหารพระพุทธไสยาส ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยสร้างพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) นี้ก่อน แล้วจึงสร้างพระวิหารภายหลัง พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน)นี้ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก โดยมีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ และขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ



โดยส่วนพระบาทประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ ตามความเชื่อจากชมพูทวีปและจีน ส่วนผนังของวิหารจะมีภาพเขียนสีเรื่อง มหาวงศ์


 ตามความเชื่อแล้ว ผู้ใดที่ได้มากราบไหว้จะมีชีวิตร่มเย็นเป็นสุข นอกจากนี้ยังมีการขอพรในเรื่องของความรัก การถอดถอนคำสาปแช่ง และการตัดกรรมจากคู่รักเก่าอีกด้วย

จุดที่ 7 คือ ยักษ์วัดโพธิ์

ยักษ์วัดโพธิ์นั้นตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป ลักษณะคล้ายยักษ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเราจะคุ้นหูมากกับตำนาน “ยักษ์วัดโพธิ์” จนเป็นจุดกำเนิดท่าเตียน เป็นผลจากการต่อสู้ของ "ยักษ์วัดแจ้ง" กับ "ยักษ์วัดโพธิ์" โดยมี "ยักษ์วัดพระแก้ว" เป็นผู้ห้ามทัพ จากตำนานได้กล่าวว่า ยักษ์วัดโพธิ์ได้ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดแจ้ง เมื่อถึงกำหนดยักษ์วัดโพธิ์ไม่คืนเงิน จนนำไปสู่การทะเลาะถึงขั้นต่อสู้กันจนกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน ไม่มีอะไรเหลือ ขาวมนุษย์เดือดร้อน ครั้นเมื่อพระอิศวร (พระศิวะ) ได้ทราบ จึงได้ลงโทษโดยการสาปให้ยักษ์กลายเป็นหิน แล้วให้ยักษ์วัดโพธิ์ ทำหน้าที่ยืนเฝ้าหน้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ และให้ยักษ์วัดแจ้ง ทำหน้าที่ยืนเฝ้าพระวิหาร จนทำให้ชาวบ้านเรียกบริเวณนั้นว่าท่าเตียน



พญาขร มีผิวกายสีหงเสน (สีแดงเสนผสมสีขาว) ประจำอยู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีความเชื่อกันว่า ท่านสามารถดลบันดาลอำนาจ วาสนา บารมี ให้กับผู้ที่มาสักการะขอพร

พญาสัทธาสูร มีผิวกายสีเขียว ประจำอยู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ขึ้นชื่อในเรื่องของการประทานพรด้านตำแหน่งหน้าที่การงาน ผู้คนนับหน้าถือตา มีชื่อเสียง มีเกียรติในสังคม

พญามัยราพณ์ (ไมยราพ) มีผิวกายสีม่วงอ่อน ประจำอยู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีความเชื่อกันว่า ท่านมีอิทธิฤทธิ์ในการปราบศัตรูพ่าย หรือเปลี่ยนศัตรูร้ายให้กลายเป็นมิตรที่ดี

พญาแสงอาทิตย์ มีผิวกายสีแดงชาด ประจำอยู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผู้คนมักจะมาขอพรให้ชีวิตมีความรุ่งโรจน์ ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ รวมไปถึงด้านความรักด้วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้