เที่ยว Cappadocia ในตุรกี เมืองที่มีดีมากกว่าบอลลูน

Last updated: 28 พ.ย. 2565  |  423 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เที่ยว Cappadocia ในตุรกี เมืองที่มีดีมากกว่าบอลลูน



เที่ยว Cappadocia เมืองบอลลูนในตุรกี

         การเดินทางจากสนามบินอิสตันบูลไปยัง Cappadocia สามารถนั่งรถบัสได้ค่ะ ส่วนใหญ่ราคารถบัสจะประมาณ 1 พันนิด ๆ แต่มีช่วงเวลา 20.40 น. ถึงช่วงเช้าเลยที่ Cappadocia แต่อาจจะนั่งทรหดไป อีกทางหนึ่งที่เป็นทางเลือกที่ดี้ คือ นั่งเครื่องบินไปใช้เวลาเพียง 1.30 น.เท่านั้นก็ถึงแล้ว ซึ่งการนั่งไป Cappadocia สามารถนั่งไปลงได้ 2 สนามบิน

สนามบินแรกคือ Nevsehir Kapadokya Airport ตัวย่อ NEV จะอยู่ห่างจากเกอเรเม่ (Goreme) ประมาณ  40 นาทีโดยรถยนต์  ส่วนสนามบินอีกแห่งคือ Kayseri Erkilet Airport ตัวย่อ ASR จะอยู่คนละฝั่งและไกลกว่าสนามบินแรก ห่างจากเกอเรเม่ (Goreme) ประมาณ  1.20 ชม.โดยรถยนต์เลยค่า ซึ่งฟูได้จองไฟร์ทบินจากสนามบิน IST มาลงที่ Kayseri Erkilet Airport ตัวย่อ ASR เพราะราคาถูกกว่าค่ะ 5555

         คัปปาโดเกีย (Cappadocia) เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตอนาโตเลียตอนกลางของประเทศตุรกี (ระหว่างทะเลดำกับภูเขาเทารุส) มีภูมิประเทศที่แปลกตา เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวย ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูเสมือนดินแดนในเทพนิยาย จนคนพื้นเมืองเรียกหินรูปทรงแปลกประหลาดนี้ว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” (Fairy Chimneys) ในบริเวณคัปปาโดเกีย มีเมืองที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นพิเศษ อยู่ 4 เมืองด้วยกัน: Goreme (เกอเรเม่), Uchisar (อุตชิซาร์), Ortahisar (ออร์ตาฮิซาร์) และ Urgup (เออร์กัป)

            Göreme (เกอเรเม่): คนส่วนใหญ่จะพักในเมืองเกอเรเม่เพราะสะดวก มีร้านอาหารให้เลือกเยอะ เป็นแหล่งสุมหัวของกรุ๊ปทัวร์และไกด์ท้องถิ่น ง่ายต่อการจองทัวร์ต่างๆ และยังมีสถานีรถบัสอยู่ในตัวเมืองอีกด้วย ที่พักส่วนใหญ่จะเป็นประเภทโฮสเทล ใครต้องการบรรยากาศแบบเฮฮาแบ็คแพคเกอร์ แนะนำให้พักใน Göreme

                 Uçhisar (อุตชิซาร์): ตั้งอยู่บนเทือกหินเดียวกับ Uçhisar Castle เป็นเมืองที่สวยงามและค่อนข้างเงียบสงบ ไม่ครึกครื้นเท่า Göreme — นักท่องเที่ยวนิยมเดินชมผ่านเส้น Pigeon Valley ไปมาระหว่างเมือง Göreme และ Uçhisar กันบ่อย ส่วนใหญ่ถ้าใครพักอยู่ที่ Goreme ก็จะเดินมาเที่ยว Uçhisar Castle และหยุดกินอาหารเที่ยงที่นี้

           Ürgüp (เออร์กัป): เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขาอันสวยงามของคัปปาโดเกีย ที่พักและร้านอาหารในเออร์กัปส่วนใหญ่จะเป็นแบบมีระดับหน่อย เน้นความสงบเป็นส่วนตัว

        Ortahisar (ออร์ตาฮิซาร์): เป็นเมืองที่เล็กและเงียบที่สุดในบรรดาเมืองที่พูดถึงมา ใครต้องการอยู่อย่างเงียบสงบไร้ผู้คนเดินพลุกพล่า แนะนำให้พักในเมืองออร์ตาฮิซาร์ครับ สำหรับคนที่ไม่ได้เช่ารถ สามารถให้โรงแรมจัดรถแท๊คซี่มารับไปส่งที่ร้านอาหารในเมือง Göreme หรือ Uçhisar ได้ ไม่ลำบาก

           ช่วงประมาณ 6 โมงเช้า ที่เมืองแห่งนี้จะมีการปล่อยบอลลูนค่ะ และซึ่งสามารถมองเห็นจากที่พักได้เลย อีกจุดหนึ่งที่ฟูไปดูบอลลูนคือ จุด Göreme Sunset viewpoint ที่นี้จะสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน และตอนเช้าก็เห็นบอลลูนจากมุมสูงด้วยนะคะ


จุดนี้ถือว่าเห็นบอลูนได้สวยเหมือนกัน และคนส่วนใหญ่นิยมขึ้นมาชมกัน


        ซึ่งที่ฟูพักคือ  Kayatas cave Suites ในราคา 2,569 บาท จองไว้สองคืน คือตกคืนละ 1,285 บาท คือมันดีย์มาก ๆ ราคานี้รวมอาหารเช้าด้วยนะคะ ห้องนี้จะเป็นห้องมาตราฐานเตียงใหญ่ สไตล์ถ้ำน่ารักแบบนี้เลย


         ภายในรีสอร์ทจะมีมุมชมบอลลูนข้างบนด่านฟ้า พร้อมพรอปถ่ายภาพเก๋ ๆ ให้ด้วยค่ะ เรามาถ่ายรูปและเพลิดเพลินบรรยากาศอันโรแมนติดกันดีกว่า งานนี้เรามาคนเดียวมีเหงาแน่ค่ะ


          ถ่ายรูปและชมบอลลูนกันจุใจแล้ว ไปเที่ยวในเมืองกันดีกว่า จุดแรกที่เดินทางไปคือ Imaginary Valley หรือหุบเขาแห่งจินตนาการ ซึ่งเดินทางไม่ไกลเลยค่ะเพียง 10 นาทีเท่านั้นเอง
         หุบเขาลึก Imaginary Valley หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า Devrent Valley เป็นหุบเขาที่อยู่เมือง Göreme (เกอเรเม่) ใน Cappadocia ที่เต็มไปด้วยหินรูปร่างแปลกตา ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะมาหลายพันปี  รูปร่างหินนั้นบ้างก็มีรูปร่างคล้ายสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อูฐ งู แมวน้ำ หรือปลาโลมา ซึ่งหินรูปร่างต่าง ๆนั้นจะทับซ้อนเรียงรายไปตามเนินเข้าที่สูงชัน และนี่คืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ของที่นี้ ที่ใครต่างมาเที่ยว Cappadocia จะต้องพลาดไม่ได้ในการมาเยือนที่นี้

         สามารถจอดรถริมถนนที่เรียกว่า Avanos Urgup Yolu หรือไปจอดรถบนจุดชมวิวที่มีลานจอดรถขนาดใหญ่ แต่ข้อเสียคืออาจต้องเดินลงหินรูปอูฐนิดหน่อย ฟูใช้เวลาชมที่นี้ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ แล้วตรงไปต่อยังที่ Zelve Open Air Museum ใช้เวลาเดินทางเพียง 7 นาทีแค่นี้เอง แต่ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปสวยๆๆก่อนนะคะ เพราะวิวระหว่างทางสวยมากจริงๆค่ะ 
       
     
        ถึง Zelve Open Air Museum จะมีค่า entrance fee 65 Liras (150 บาท) ซึ่งสถานที่นี้เคยเป็นหมู่บ้านในตุรกีจนถึงปี 1960 สันนิษฐานว่าเป็นการตั้งถินฐานตั้งแต่ยุคไบแซนไทน์ โดยสมัยก่อนผู้คนจะอาศัยในถ้ำขนาดใหญ่แห่งนี้ สถานที่แห่งนี้ยังมีโบสถ์ถ้ำกว่า 15 แห่ง ซึ่งโบสถ์ Zelve ส่วนใหญ่นั้นมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 9-10 ที่เป็นช่วงสร้างโบสถ์ Cappadocia ส่วนใหญ่ และโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 500 ปี อีกทั้งโบสถ์กว่าครึ่งหนึ่งดูพังทลายลง
         โบสถ์อีกหลายแห่งนี้มีความโดดเด่นด้วยการประดับประดาด้วยหินนูนที่ผนังด้านข้าง ภายหลังยุคไบแซนไทน์ Zelve ได้กลายเป็นหมูบ้านตุรกีในอาณาจักรออตโตมัน  ปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเพื่อเปิดให้เข้าชม และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO อีกด้วยค่ะ
         เอกลักษณ์ของที่นี้คือ ปล่องไฟนางฟ้าที่มีชื่อเสียง ซึ่งเราสามารถเดินเข้าไปสำรวจภายในถ้ำ เส้นทางเดินนั้นกว่า 2 กิโลเมตรจะนำไปจนถึงโบสถ์หลัก โดยผ่านหุบเขารูปตัว Y ภายในถ้ำจะมาห้องถ้ำต่าง ๆ ที่มีเสน่ห์อย่างมากเลยค่ะ
          โบสถ์แห่งนี้จะมีชื่อว่า “Zelve Churh No 1” และ No 2,3,4,… ไปเรื่อย ๆ ตามการค้นพบ ซึ่งชื่อโบสถ์ได้รับการตั้งขึ้นจากนักวิจัยคนแรกที่ชื่อว่า Jerphanion ในช่วงต้นทศวรรษ 1900  โดยยังคงความสภาพเป็นโบสถ์กว่า 7 แห่ง
·        โบสถ์ที่ 1ซึ่งเป็นโบสถ์หลังเดียวที่มีไม้กางเขนหลายทาง อยู่ครึ่งทางของปาซาบาติก
·        โบสถ์ที่ 2 (โบสถ์โฮลีครอส) ซึ่งเป็นโถงขนาด 6C ขนาดใหญ่ที่มีโบสถ์ฝังศพด้านข้าง อยู่บนหุบเขาทางทิศตะวันออก
·        โบสถ์ที่ 3 พังทลายลง แต่เป็นส่วนหนึ่งของโคนกลางสวน
·        โบสถ์ 4 (โบสถ์องุ่น/ปลา) ซึ่งเป็นโบสถ์แบบทางเดินคู่ขนาดใหญ่ 6C อยู่ทางทิศตะวันออกของประตู
·        โบสถ์ 4b โบสถ์ไม้กางเขนที่แกะสลักอย่างประณีตอยู่บนสันเขาเหนือโบสถ์ 4
·        โบสถ์ที่ 5 (a และ b) โบสถ์สองแห่งที่ถูกทำลาย ตั้งอยู่ที่หัวหุบเขาด้านตะวันออก เหนือที่เรียกว่า "โบสถ์คอลัมน์" ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคอกสัตว์ในยุคเซลจุก/ออตโตมัน
·        โบสถ์ 6 ซึ่งเป็นโบสถ์เดี่ยวที่มีการแกะสลัก ตั้งอยู่นอกสวนด้านหลังอัฒจันทร์
·        โบสถ์ 7 (a และ b) โบสถ์หลังเดียวที่มีรูปร่างเฉพาะตัว ตั้งอยู่บนถนนสู่ Avanos
         เมื่อเดินยังจนถึงโบสถ์ต่าง ๆ ภานในถ้ำนั้น เราจะเห็นว่า โบสถ์ Zelve มีลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างกว่าโบสถ์อื่นใน Cappadocian ค่ะ
เปิดทำการ 8.00-19.00 น.

         ไปต่อกันที่ Pasabag Fairy Chimneys ห่างไปอีกประมาณ 5 นาทีเท่านั้น ที่นี้ก็เสียค่าเข้าเหมือนกันค่ะ หากใครจะเข้าชม
         Pasabag Fairy Chimneys หรือเรียกว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” ที่นี้ดูคล้ายเป็นป่าเห็ดหินขนาดมหึมา ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร และเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่พลาดไม่ได้เลยค่ะ หินปล่องนางไฟแห่งนี้ได้ผ่านการกัดเซาะของลมและฝนมาเป็นเวลานานกว่าหลายล้านปี

แวะถ่ายรูปชมวิวที่นี้ไม่นานนัก ก็เดินทางกันต่อเลยค่ะ

เดินทางไปต่ออีก 10 นาทีเพื่อไปยัง Love Valley
           Love Valley Cappadocia หุบเขาแห่งความรักในคัปปาโดเกีย สถานที่มหัศจรรย์ขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายองคชาตของคนที่สรรค์สร้างด้วยธรรมชาติ และที่นี่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่แตกต่างไม่เหมือนที่อื่นเช่นกัน


ที่นี้ยังมีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปด้วยนะคะ

หากต้องการขี่อูฐจะคนละ  200 TL (460 บาท) ค่ะ แต่ฟูต่อราคาเหลือคนละ 150 TL (345 บาท) สามารถถ่ายรูปและวีดีโอได้ด้วยนะคะ


และนี่คือรูปที่ระลึกค่า

ออกจากหุบเขาความรักแล้ว ระหว่างทางก็ผ่านจุดชมวิว และตลาด ที่นี้สามารถแวะซื้อของฝากได้มากมายค่ะ และมีบอลลูนลูกใหญ่ให้ถ่ายรูปด้วย


เที่ยงครึ่งแล้วแวะกินข้าวที่  Ortahaisar Castle Café ซึ่งเป็น Café ดังมากค่ะ ที่นี้จะเห็นมุมวิวสวย ๆ จากมุมสูง และเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่สำคัญเลย และหากต้องการขึ้นปราสาทก็สามารถขึ้นได้นะคะ เพื่อไปพิชิตจุดสูงสุดของปราสาทแห่งนี้ค่ะ แต่ต้องเสียค่าเข้าด้วยค่ะ


ทางขึ้นก็จะเป็นบันไดชันๆนิดหน่อยค่ะ ซึ่งข้างบนจะเป็นวิวที่สามารถมองเห็นเมืองได้ที่สวยเหมือนกันค่ะ

กินข้าวเสร็จแล้วก็ไปเที่ยวกันต่อเลยค่ะ ซึ่งขับรถไป Uchisar Castle เพียง 15 นาทีเท่านั้นค่ะ


Uchisar Castle ตั้งอยู่ในเมือง Ushisar บนพื้นที่ที่สูงที่สุดใน Cappadocia ก่อนที่จะเข้าปราสาทหินแห่งนี้จะต้องเสียค่าเข้า 50 TL (115 บาท) ต่อคนค่ะ


     หากไม่ขับรถมาสามารถนั่งรสบัสจากสถานี Goreme ซึ่งจะออกทุกครึ่งชั่วโมง ราคา 3 ลีราตุรกี สำหรับสาย Trekking สามารถเดินระยะไกลบนหาดทรายจาก Goreme ผ่านหุบเขา Pigeon Valley ไปยังปราสาท Ushisar ได้ด้วยค่ะ
         ซึ่งภายในปราสาทจะถ่ายทอดเรื่องราวด้วยภาพถ่ายที่เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ 

เพื่อไปพิชิตจุดที่สูงที่สุดของ Cappadocia เราต้องเดินขึ้นบันไดสูงชันค่ะ แต่วิวด้านล่างก็ทำให้ฟูหายเหนื่อยจริงๆนะคะ

       Uchisar Castle   ปราสาทหินธรรมชาติแห่งนี้มีความสูงถึง 60 เมตร ถูกใช้เป็นกลไกป้องกันภัยจากการโจมตีของศัตรู โดยชาวไบแซนไทน์ได้สร้าง ‘เขตกันชน’ ขึ้นในพื้นที่เพื่อต่อต้านการขยายตัวของศาสนาอิสลาม ในช่วงสมัยออตโตมัน ซึ่งที่นี้จะเหมาะสำหรับการเตือนภัยด้วยการใช้ไฟกระจกจากปราสาท ยามเมื่อศัตรูรุกราน ชาวเมืองก็สามารถหลบหนีไปป้อมปราการเพื่อป้องกันตนเองได้อย่างรวดเร็ว
    สถาปัตยกรรมที่นี้จะมีรูปร่างที่น่าทึ่ง ด้วยถ้ำปราสาท ห้องโถงขนาดใหญ่ แม้แต่อุโมงค์ลับที่มีโครงสร้างเป็นรังผึ้งด้วยแรงชาวบ้านที่สร้างขึ้นสำหรับซ่อนตัว ปราสาทหินแห่งนี้จึงเคยมีคนอาศัยว่า 1000 คนในปราสาท แม้ว่าทุกวันนี้จะไม่มีคนอาศัยที่นี้แล้วก็ตาม ปราสาทแห่งนี้จึงรายล้อมด้วยหมู่บ้านเก่าแก่ ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านในอดีตนั้นหาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตร แต่ปัจจุบันนี้หมู่บ้านเล็กๆที่นี้ต้องอาศัยการพึ่งพาจากการท่องเที่ยวเกือบทั้งหมด ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างโดดเด่นด้วยบ้านหินเก่าแก่ที่สวยงามหลายแห่งจนกลายเป็นโรงแรม
เวลาเปิดเปิด 7.30-20.00 น.


ไม่รอเดินทางไปต่อยังร้านพรม Galerie ikman เป็นร้านขายพรมยอดฮิตมากที่คนส่วนใหญ่มักจะมาถ่ายรูปที่นี้   ที่นี้จะมีค่าเข้า 200 Lira (460 บาท)นะคะ  ซึ่งช่วงเวลาที่ฟูถึงร้านพรมเป็นช่วงเวลาใกล้หระอาทิตย์ตกดิน ทำให้สามารถถ่ายรูปได้ทั้ง 2 ช่วงเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน และไม่มีคนด้วยค่ะ เค้าเลยให้เราถ่ายรู)ไม่จำกัดเวลาเลย แบบชิวมากๆ แถมยังถ่ายรูปให้เราด้วยนะคะ



บทความเกี่ยวข้อง
สถานที่นี้เคยเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอดีตถึง 2 ยุคสมัย : เที่ยวอิสตันบูล 1 วัน ไปที่ไหนมาบ้าง
วิธีเดินทางจากสนามบินอิสตันบูลเข้าเมือง-เมืองเข้าสนามบิน-สนามบินอิสตันบูลไปสนามบินซาบีฮา

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้